SAP ระบบบริหารหลังบ้าน เสริมแกร่ง S.B.Furniture
|
|
|
|
หลายปีมาแล้วในยุคฟองสบู่แตก ธุรกิจในหลากหลายภาคส่วนของประเทศไทย ต่างชะลอการลงทุน เพื่อดูแนวโน้มและทิศทางเศรษฐกิจ หากแต่บริษัทเหล่านั้นมีมุมมอง หรือวิสัยทัศน์เฉกเช่นผู้บริหารของ S.B. Furniture Group ที่เล็งเห็นวิกฤติเป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมทั้งยังกล้าลงทุนด้านไอที เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการหลังบ้านอย่าง ERP แล้วนั้น ธุรกิจทั้งหลายเหล่านั้นอาจะไม่ต้องปิดฉากลง และยังคงแข็งแกร่งได้อย่าง S.B.Furniture Group เช่นทุกวันนี้ และด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะนำเสนอเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ของคนไทย ให้ก้าวสู่ระดับโลก ทำให้ S.B. Furniture Group ยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ พร้อมกับเดินหน้าปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยระบบไอที ให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และรักษาความเป็นผู้นำในตลาด ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้บริหารหนุ่มจาก S.B. Furniture Group คุณพิเดช ชวาลดิฐ IT Director มีคำตอบให้ |
|
|
คุณพิเดช ชวาลดิฐ IT Director กล่าวถึงความเป็นมาของ S.B. Furniture Group ว่า "เราเติบโตจากการเป็นผู้ผลิตมาก่อน และทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย ต่อมาในปี พ.ศ.2525 เริ่มพัฒนาเข้าสู่รูปแบบของค้าปลีก (Retail) บริเวณห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวเป็นที่แรก จากนั้นได้ขยายธุรกิจเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในตะวันออกกลางและเอเชียเป็นหลัก ขณะเดียวกันที่ผ่านมาเรายังได้ทำการเปิดตัวในตลาดยุโรป โดยเปิดโชว์รูมที่ประเทศเยอรมันและอิตาลี เป็นต้น รวมทั้งการทำโปรเจคต์ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยทีมงานที่มีความรู้ความชำนาญมากกว่า 300 คน ไม่ว่าจะเป็นทีมงานนักออกแบบฝ่ายโครงการ ทีมงานที่ปรึกษาโครงการ และทีมงานติดตั้ง พร้อมกันนี้เรายังประกอบธุรกิจในส่วนของการรับจ้างผลิตหรือโออีเอ็ม (OEM) ที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย"
|
นอกจากนี้ S.B. Furniture Group ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่าคอนเซ็ปต์เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มผู้ที่พักอาศัยอยู่ในคอนโด โดยเป็นแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ สำหรับ Koncept Furniture ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และมีร้านค้าตัวแทนจำหน่ายกว่า 200 ร้านค้าทั่วประเทศ คอนเซ็ปต์เฟอร์นิเจอร์นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลูกค้ายุคใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง พร้อมกับดีไซน์ที่สวยงาน และมีความทันสมัย ปัจจัยสู่ความสำเร็จที่ผ่านมานั้นเกิดจากความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์มากกว่า 30 ปีของ S.B.Furniture Group ทำให้สามารถถ่ายทอดความรู้และเทคนิควิธีการดำเนินธุรกิจของร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจากการทำการตลาดเชิงรุกอย่างครบวงจรซึ่งมีทั้งสื่อแนวกว้าง และการทำโปรโมชั่น ณ จุดขาย ช่วยสนับสนุนให้เกิดการจำหน่ายอย่างได้ผล โดยยืนยันได้จากการได้รับรางวัลส่งออกดีเด่น (Prime Minister's Award) ถึง 3 ปี |
|
|
|
|
คุณพิเดช กล่าวถึง จุดเริ่มต้นในการนำระบบ IT มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจว่า "ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้เน้นทำการขายตรงโดยถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ผ่านระบบคอลเซ็นเตอร์ที่เรียกว่า S.B. Interior @ Home ซึ่งเป็นบริการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบจัดวางเฟอร์นิเจอร์เฉพาะบุคคลให้ถึงที่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เราจึงจำเป็นต้องมีผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด และด้วยความหลากหลายของกระบวนการทำงานทางธุรกิจของ S.B.Furniture Group เราจึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี โดยใช้ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จาก SAP ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากในขณะนั้น เนื่องจาก ERP จะเข้าไปมีบทบาทในการเปลี่ยนพฤติกรรมของการบริหารงานขององค์กร ซึ่งกระบวนการทำงานดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นมาภายใต้แนวคิดแบบรวมศูนย์ (Centralize) และควบคุมโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานทั้งภายใน และภายนอกองค์กรด้วยมาตรฐานเดียวกัน (Standardize) แต่อย่างไรก็ตาม ERP ได้ทำให้ความสามารถในการสื่อสาร ควบคุม ตลอดจนการประมวลผลเพื่อการตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้อง และรวดเร็วมากขึ้น" คุณพิเดชกล่าวถึง สาเหตุที่เลือกใช้งานระบบ ERP จาก SAP ว่า "อันดับแรกคือ เราต้องการจัดการกับระบบข้อมูลภายในองค์กร เพราะธุรกิจของเรามีความหลากหลาย และเติบโตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของการขายปลีก ขายตรง และการส่งออก ทำให้เกิดการกระจายของข้อมูลซึ่งอยู่ในแต่ละส่วน ส่งผลให้ประสบปัญหาในเรื่องของการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาทำการวิเคราะห์ค่อนข้างมาก ขณะที่ปัจจัยต่อมา คือการเติบโตมาจากการทำธุรกิจแบบครอบครัวที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้ต้องมีการปรับกระบวนการทำงานในด้านต่างๆ เพื่อสอดรับกับการดำเนินธุรกิจและการแข่งขันที่่สูงขึ้นในปัจจุบัน" "หลังจากที่เราได้ทำการพูดคุยกับผู้ให้บริการวางระบบ ทำให้เราเข้าถึงการทำงานของระบบ ERP จาก SAP ซึ่งมีแบบปฏิบัติที่ดี (Best Practice) และมีความยืดหยุ่นสูง (Flexible) เราจึงต้องการที่จะปรับกระบวนการทางธุรกิจให้ได้เช่นนั้น และเริ่มทำการวางระบบ ERP โดยยึดหลักของการปรับบุคลากรเข้าหาซอฟแวร์หรือการปรับวัฒนธรรมการทำงานให้เข้ากับระบบไอที ภายหลังจากหันมาใช้ระบบ ERP ของ SAP ได้ทำให้กระบวนการทำงานทางธุรกิจในองค์กรของเรามีความชัดเจนขึ้น และเรายังมองไปที่การเชื่อมต่อระบบกับผู้ค้าปลีกด้วย" คุณพิเดช กล่าวเสริม
|
ขณะที่ในส่วนของการใช้งานโมดูลจากทาง SAP นั้น คุณพิเดชกล่าวว่าตนเองได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น Project Manager ของโครงการวางระบบในครั้งนั้นร่วมกับทางโอเอซิส ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสามารถเทลคอม ระหว่างช่วงเดือนมีนาคมถึงตุลาคม พ.ศ.2547 โดยได้มองถึงความพร้อมในการปรับกระบวนการทำงานเป็นหลัก สำหรับโมดูลที่เลือกใช้มีทั้งหมด 5 โมดูลได้แก่ ระบบบัญชีต้นทุน (CO) ซึ่งได้มองเป็นระบบหลัก, ระบบการวางแผนการผลิต (PP) เพื่อเข้ามาช่วยขจัดปัญหาความยุ่งยากของขั้นตอนการทำงานในส่วนนี้, ระบบการขายและการจัดส่ง (SD), ระบบบัญชีการเงิน (FI) บางส่วนและระบบบริหารวัสดุ (MM) รวมถึงในด้าน Basis และ ABAP สอดคล้องกับภารกิจหลักของตนเองคือ การดูแลในส่วนของการผลิต, ระบบไอที และบัญชีบางส่วนในองค์กร
"สำหรับเหตุผลที่เลือกโอเอซิส เป็นผู้วางระบบให้กับเรา เนื่องจากทางทีมงานของโอเอซิสถือว่าเป็นทีมงานที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์และเข้าใจธุรกิจของลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการจัดการปัญหาในส่วนของฝ่ายขายของเรา รวมทั้งในเรื่องของความยืดหยุ่นในการทำงานและการรักษาเวลา นอกจากนี้เรายังได้รับการสนับสนุน เอาใจใส่ และแก้ไขปัญหาต่างๆจากทางโอเอซิสเป็นอย่างดีด้วย" คุณพิเดชกล่าว ทั้งนี้คุณพิเดชได้ให้คำแนะนำทิ้งท้ายสำหรับองค์กรที่ต้องการนำ ERP ไปใช้งานว่าควรจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่ง อาทิ การควบคุมงบประมาณ การปรับกระบวนการทำงานและการรวบรวมข้อมูลในองค์กร เป็นต้น ขณะที่ในส่วนขององค์กรที่มีระบบ ERP อยู่แล้วก็ต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจนเช่นเดียวกันว่าจะทำการปรับปรุงหรือต่อยอดกระบวนการทำงานไปในระดับไหน รวมถึงการเลือกใช้บริการทีมงานวางระบบที่มีศักยภาพ และมีเป้าหมายในการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด |
|
|
ที่มา : Smart Solutions Vol.25 November-December 2008 |



