Get Adobe Flash player

สปสช. พัฒนาระบบ ERP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นบริการประชาชน

pat 1

นพ.วินัย สวัสดิวร
เลขาธิการ สำนักงาน สปสช.

หน้าที่ของรัฐบาลในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ระบุได้ว่า ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี นี่คือที่มาที่ทำให้เกิดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. แน่นอนว่าการบริหารจัดการเงินกองทุนกว่าแสนล้านบาทต่อปี เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ การมีระบบบริหารจัดการทางการเงินที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงาน สปสช. ได้กล่าวถึงการทำงานของสปสช. และการนำระบบ ERP ของ SAP เข้ามาใช้งานว่า โดยปกติคนไทยเข้ารับบริการเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลกว่า 6 ล้านคนต่อปี เป็นผู้ป่วยนอกที่มาใช้บริการกว่า 170 ล้านครั้ง ดังนั้น สปสช. จึงต้องการระบบที่เข้ามาบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินทุกบาทจากภาษีประชาชนที่ถูกส่งออกไปยังโรงพยาบาลกว่าพันแห่ง สถานีอนามัยกว่าหมื่นแห่ง และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นกว่า 7,000 แห่งได้รับเงินครบถ้วนถูกต้อง

โดยสปสช. ได้เลือกใช้ระบบ ERP ของ SAP เข้ามาบริหารจัดการใน 5 ระบบงาน 8 โมดูล ประกอบด้วย ระบบงานบัญชีการเงิน, ระบบงานบัญชีบริหาร, ระบบงานพัสดุ, ระบบงบประมาณ และระบบการจัดการโครงการ เพื่อรองรับรายการบันทึกบัญชี การจ่ายเงินชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ การออกรายงานทางการเงิน รวมทั้งการบริหารจัดการ ช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร ซึ่งต่อมาเมื่อภาระงานมากขึ้น การให้บริการมีความซับซ้อนมากขึ้น สปสช. จึงมีการพัฒนาระบบ ERP ให้ทันสมัยมากขึ้น โดยการอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่น 6

"สปสช. จำเป็นต้องมีระบบไอทีที่เข้มแข็งในการบันทึกรายการบัญชี การเบิกจ่ายเงินชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ จึงได้คัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาด้าน SAP เพื่อมาอัพเกรดระบบ โดยบริษัท โอเอซิส คอนซัลติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งระบบ SAP ในเครือบริษัทสามารถเทลคอมได้ผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นผู้อัพเกรดและดูแลระบบ SAP ของสปสช." นพ.วินัยกล่าว

ทั้งนี้ การอัพเกรดระบบได้เริ่มต้นดำเนินการและคาดว่าจะสามารถขึ้นระบบใหม่ได้วันที่ 6 ธ.ค. 54 นี้ แน่นอนว่าในการปรับปรุงระบบย่อมมีปัญหาและอุปสรรค ซึ่งทางสปสช.จะมีการประชุมกลุ่มทำงานหลักทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามความคืบหน้าของงาน และรายงานปัญหาหรือความเสี่ยงที่พบ เพื่อหาแนวทางแก้ไข หากไม่สามารถแก้ไขได้จะถูกนำเสนอและพิจารณาในการประชุมคณะทำงานฯ ซึ่งจะมีขึ้นทุก 2 สัปดาห์ อีกทั้งยังมีบริษัท โอเอซิส เป็นที่ปรึกษาที่มีความรู้ความชำนาญในระบบ SAP มีประสบการณ์ในการปรับปรุงระบบโดยตรง ให้คำแนะนำด้านการบริหารความเสี่ยง ทำให้การบริหารโครงการเป็นไปตามแผนที่วางไว้

pat 2

"สปสช. มีมาตรฐานในการเลือกที่ปรึกษา ไม่ได้เน้นที่ราคาถูก แต่ต้องเป็นราคากับคุณภาพที่เหมาะสม โดยดูจากความรู้และประสบการณ์ งานในเฟสแรกจะเป็นการปรับปรุงเชิงเทคนิค และหลังจากมีการใช้งานระบบเวอร์ชั่นใหม่ ก็ต้องดูว่าการใช้งานเป็นอย่างไร มีส่วนไหนที่ยังต้องเพิ่มเติม ในเฟสต่อไปจะเป็นการปรับปรุงระบบงานเพื่อให้ใช้ประโยชน์สูงสุดอีกครั้ง" นพ.วินัยกล่าว

สำหรับการทำงานที่ผ่านมา ระบบ SAP เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการกองทุนในปีที่ผ่านมากว่า 85,000 ล้านบาท มีการโอนเงินกว่า 250,000 ครั้ง หรือคิดเป็น 355 ล้านบาทต่อวัน ให้สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปิดงบดุลได้ตามเวลาที่กำหนด และในอนาคตหากมีการปรับปรุงส่วนของระบบงานในเฟสต่อไปแล้ว สปสช.มีแนวทางที่จะใช้ความสามารถของ SAP เวอร์ชั่น 6 พัฒนาการทำงานแบบเวอร์ช่วล ออฟฟิศ เป็นการทำงานผ่านเว็บเซอร์วิส เพื่อความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น

ความพยายามในการใช้ระบบไอทีเข้ามาบริหารจัดการ ถือเป็นความตั้งใจจริงของสปสช. ที่ต้องการให้เกิดผลลัพธ์ 3 ส่วนไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง ประกอบด้วย 1. ประชาชนต้องไม่จนไม่เป็นหนี้ เพราะการรักษาพยาบาลความเจ็บไข้ได้ป่วย 2. ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และรับการรักษาพยาบาล และ 3. ต้องเป็นบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางที่ทุกพื้นที่จะสามารถให้บริการได้ในระดับเดียวกัน เช่น การผ่าตัดหัวใจ การรักษามะเร็ง แต่อย่างน้อยประชาชนต้องสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้

นพ.วินัย กล่าวทิ้งท้ายว่า "สปสช. เป็นสำนักงานที่บริหารจัดการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกว่าแสนล้านบาท ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน สิ่งสำคัญต้องได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม ต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ว่า ทุกๆธุรกรรมการเงินมีที่มาที่ไปอย่างถูกต้อง ให้สังคมยอมรับ จุดนี้ระบบไอทีสามารถช่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งที่รับประกันก็คือ การที่ สปสช. ได้รับรางวัลการบริหารกองทุนดีเด่นจากกระทรวงการคลังมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 51 และเชื่อว่าหลังจากมีการปรับปรุงระบบเรียบร้อยแล้ว มาตรฐานการทำงานจะพัฒนายิ่งขึ้นไป"

ที่มา : Smart Solutions Vol.40 October-November 2011